พริตตี้ Motor Expo 2011 พริตตี้ Motor Expo 2011
พริตตี้ Motor Expo 2011 รูปรถในงาน Motor Expo 2011

Ad VIP



รอบรู้เรื่องรถ

Bookmark and Share


มินิคูเปอร์ เอส คลับแมน

 

          สัปดาห์นี้ “ป้ายแดงชวนขับ” เลือก มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน มาพิสูจน์ความร้อนแรงให้กับตลาดรถเล็กอีกครั้ง จากรูปร่างหน้าตาที่นอกเหนือจากดีไซน์อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ด้วยประตูท้ายแบบ คลับ ดอร์ ทำให้ย้อนรำลึกไปถึงรุ่นคลาสสิก มินิ คลับแมน เอสเตท ที่ถูกอกถูกใจ ของแฟนยุคทศวรรษ 1960 และ 1970

          ในขณะที่ขอบประตูไม้ถูกแทนที่ด้วยการเล่นสีตัดโทนระหว่างสีตัวถังและเสาหลัง โดยคงเอกลักษณ์ความคลาสสิกแต่แฝงด้วยความนำสมัย ทั้งนี้การเพิ่มความยาวรถขึ้นอีก 24 ซม.ฐานล้อยาวขึ้นอีก 8 ซม.ส่งผลให้มีพื้นที่ประโยชน์ใช้สอยเพิ่มขึ้น ทั้งส่วนห้องเก็บสัมภาระและที่นั่งด้านหลัง โดยเฉพาะประตูด้านข้างแบบคลับ ดอร์ เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเข้าออกด้านหลังได้สะดวก แต่คงรักษาความสปอร์ตของมินิได้อย่างลงตัว

          ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า (อีพีเอเอส) ทำงานแบบออน-ดีมานด์ ซึ่งเป็นการทำงานเฉพาะในเวลาที่ต้องการ (เช่นถ้ารถวิ่งทางตรงอย่างเดียวก็จะมีการพักการ ทำงานของระบบเพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน) ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติไฟฟ้า 6 จังหวะ พร้อมระบบอาจิโทรนิก (Agitronic) ที่นอกจากสามารถ เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วแล้ว ผู้ขับขี่ยังสามารถเปลี่ยนเข้าสู่โหมดธรรมดาได้จากแป้น  เปลี่ยนเกียร์บนพวงมาลัยโดยตรง (ไม่ต้องเปลี่ยนที่คันเกียร์) ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย

          ด้านความปลอดภัยของมินิ คลับแมนเน้นตั้งแต่โครงสร้าง ตัวถังที่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งเป็นพิเศษโดยเฉพาะส่วนประตูข้างแบบ คลับ ดอร์ ระบบเซ็นเซอร์รอบคัน ทั้งแบบทางตรงและทางอ้อม มีหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยต่าง ๆ ให้สอดคล้องกันเพื่อปกป้องผู้โดยสารอย่างสูงสุด ส่วนระบบยางรันแฟลต ซึ่งมีแก้มยางที่แข็งแรงเป็นพิเศษ ในกรณีที่ยางไม่มีลม มินิ คลับแมนคันนี้ก็ยังสามารถบรรทุกผู้โดยสารและสัมภาระเต็ม อัตราวิ่งต่อไปได้อีก 150 กม. (ที่ความเร็ว 80 กม./ชม.)

          ส่วนตัวบล็อกเครื่อง ยนต์มินิ คลับแมนใช้วัสดุอะลูมิ เนียมที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อให้มีน้ำหนักเบาและถ่ายเทความร้อนได้ ดี เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.6 ลิตร เทอร์โบ 175 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-5,000 รอบ/นาที แต่เมื่อมีการเร่งแซงแรงบิดจะเพิ่มขึ้นถึง 260 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-5,000 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ภายในเวลา 7.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 222 กม./ชม. ส่วนอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 12.7 กม./ลิตร

          สรุปแล้วเจ้าคลับแมนตัวนี้มีสายเลือดผสมนักแข่งเต็มพิกัด เพราะความร้อนแรงตั้งแต่การออกแบบที่พิถีพิถันทุกขั้นตอน จนถึงการกระตุ้นความคึกท้าพิสูจน์ใจผู้ขับว่ากล้าพอหรือไม่ที่จะเหยียบคัน เร่งให้รถพุ่งทะยานเกิน 200 กม./ชม.

 

 

ทูอินวัน

          “ทูอินวัน” ไม่ได้หมายถึงแชมพูพร้อมครีมนวดแต่อย่างใด เพราะมันคือสิ่งที่เคยขาดหายไปในมินิรุ่นก่อน ๆ กล่าวคือหากจะเลือกใช้ชีวิตกับมินิก็เหมือนกับเลือกคบกับหนุ่มสุดฮิป หรือไม่ก็สาวเปรี้ยว แต่กับเจ้าคูเปอร์เอส “คลับแมน” คันนี้ก็เหมือนกับคุณได้ควงแขนหนุ่มหรือสาวสุดเปรี้ยวที่ยังมีความเป็นพ่อ บ้านแม่เรือนได้ในเวลาเดียวกัน! เรียกว่าได้ทั้งบู๊และบุ๋นในคันเดียว

          แน่นอนว่าจุดเด่นที่สุดของคลับแมน เห็นจะไม่พ้นประตูอีกหลายบานที่เพิ่มเข้ามา เริ่มต้นที่บานท้ายแบบที่คนนิยมเรียกว่า “ตู้กับข้าว” ก็คือประตูท้ายแบบตู้กับข้าว แบบเปิดออกซ้ายและขวานี้สะดวกสบายกว่าแบบเปิดยกของมินิรุ่นเดิมมากทีเดียว เพราะมุมกางนั้นค่อนข้างแคบและไม่ต้องเปิดหมดทั้ง 2 ข้างก็ใช้งานทั่ว ๆ ไปได้สบาย ๆ แม้พื้นที่สัมภาระนั้นจะไม่ได้ใหญ่โตอลังการอะไรนัก ก็ยังเรียกได้ว่าพอไปวัดไปวาได้สบาย ๆ ไม่เหมือนกับมินิรุ่นมาตรฐานที่แคบเอาซะเหลือเกิน (แต่ก็เห็นในหนังฮอลลีวูดเอามาขนทองแท่งได้หลายแท่งเหมือนกันนิ) แต่ภาพจากกระจกมองหลังนั้นก็ออกจะแปลก ๆ ซักหน่อยเพราะมีขอบประตูบานซ้ายและขวาโผล่มาผ่ากลางกระจกมองหลังเสียนี่ ต้องอาศัยความเคยชินสักครู่ก็จะคลายกังวลไปได้

          ส่วนประตูบานพิเศษอีกบานหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาทางด้านคนขับนั้นก็ช่วยให้การ เข้าไปยังเบาะหลังทำได้สะดวกขึ้น “บ้างเล็กน้อย” ไม่รู้ว่ามินินั้นจะเหนียวไปถึงไหน ถึงให้มาแค่ข้างเดียวโดยไม่ให้ด้านซ้ายมาด้วย เพราะการจอดรถริมถนนแล้วให้คนนั่งเบาะหลังตะกายออกมาทางด้านคนขับนั้นเป็น ประสบการณ์ที่หวาดเสียวพิลึกแต่จุดสำคัญที่สุดของรถคันนี้เห็นจะไม่พ้น พื้นที่เบาะหลังที่นั่งได้จริงเสียที (แม้จะไม่ได้อลังการนักเช่นเคย) ลืมไปได้เลยกับเบาะสุดแคบของมินิรุ่นปกติที่มักจะเกี่ยงกันว่าใครจะเป็นผู้ รับโชคชะตาที่ต้องไปนั่งหลังในกรณีไปไหนกันหลาย ๆ คน แถมคันที่ได้รับมาทดสอบมาพร้อมกับหลังคากระจกที่เปิดรับแสงและวิวได้จากหน้า จรดหลังช่วยให้คลายความอึดอัดไปได้อักโข

          นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน คันนี้ก็มีทุกสิ่งที่เป็นองค์ประกอบหลักที่เป็นที่นิยมของมินิรุ่นดั้งเดิม อยู่ครบถ้วน

          แต่ถ้าหากคุณยังต้องการมินิที่ใช้งานได้เต็มที่และสะดวกสบายกว่านี้ ผู้เขียนแนะนำว่า ขอให้กำเงินในกระเป๋าต่อไปอีกนิดแล้วหามาเพิ่มอีกหน่อยแล้วรอสอยเจ้า มินิ “คันทรี่แมน” เอสยูวีแบบ 5 ประตูน้องใหม่ในสายพันธุ์มินิที่กว้างขึ้น ยาวขึ้น และมาพร้อมระบบขับ 4 แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยรสชาติแบบ “มินิ” เหมือนเดิม รับรองว่าไม่นานเกินรอชาวไทยได้มีการสอยและถอยมาเป็นเจ้าของแน่ ๆ ฟันธง!!

 

 

มินิในวิญญาณรถแข่ง

          ต้องยอมรับว่ารูปร่างหน้าตาของเจ้า มินิคูเปอร์ เอส คลับแมน ดูหน้าตาแปลก ๆ ไปบ้าง แต่สำหรับนักทดสอบ “กีกี้-ศักดิ์ นานา” พรีเซ็นเตอร์กระทิงแดงบอกว่า มินิเด่นตามสไตล์แต่ไม่รู้สึกตื่นเต้น บั้นท้ายรถดูแปลกเป็นแวนซึ่งมีในรุ่นคลาสสิกของมินิ

          “พอขับรถรู้สึกได้เลยว่าเบาะนั่งสบาย ความรู้สึกพวงมาลัยเยี่ยมมากเพราะได้ฟีดแบ็กอารมณ์ทุกจุดของรถ ผมคิดว่ารถคันนี้ค่อนข้างแรง อย่างตอนขับรู้สึกได้เลยว่าอัตราเร่งใช้คำว่าดีมาก เหยียบเมื่อไหร่ความเร็วก็มาทันใจซึ่งการควบคุมรถในความเร็วสูงให้ความมั่น ใจมาก บอกได้เลยว่ารถคันนี้เป็นรถถนนแต่วิญญาณเป็นรถแข่งเชียวล่ะ”

          กีกี้อธิบายเพิ่มอีกว่า “ผมชอบทั้งสมรรถนะ อัตราเร่ง การทรงตัว ระบบเบรก และช่วงล่างถือว่าดีมาก แต่รถคันนี้ท้ายค่อนข้างไว เพราะการเซตรถออกมาเหมือนกับรถแข่ง ตอนขับให้อารมณ์เหมือนรถแข่งเช่นกัน เวลาโยนพวงมาลัยเร็วท้ายรถมีอาการสะบัดนิด ๆ ซึ่งก็มีทั้งจุดดี จุดเสียต่างกัน

          จุดดีก็คือ ทำให้รถเลี้ยวดี เลี้ยวเร็วและเลี้ยวง่ายขึ้น หรือสามารถขับเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงมาก ๆ ได้ดี แต่ปัญหาสำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์ควบคุมรถในความเร็วสูงอาจไม่ชอบว่าท้าย เหวี่ยง ๆ สะบัด แต่ผมเชื่อว่าคนที่ชอบมินิหรือชอบรถเล็กและขับเร็วจะเข้าใจในจุดนี้เพราะพอ โยนพวงมาลัยเร็ว ท้ายจะช่วยส่งจังหวะให้เลย จึงดูเหมือนท้ายหลุด ๆ แต่ความจริงไม่หลุด ที่สำคัญขอให้จำไว้เลยว่าใครก็ตามที่ขับรถประมาณนี้อย่าถอนคันเร่งออก แต่ให้หันพวงมาลัยไปตามทิศที่เราต้องการแล้วแช่คันเร่งไว้ แล้วรถจะหันกลับมาที่เดิม”

          จุดเดียวที่ขอติคือระบบแรงบิด จากการที่รถคันนี้ไม่มีลิมิเต็ด สลิป ดิฟเฟอร์เรนเชียล (แอลเอสดี) ก็คือการที่ไม่มีระบบล็อกล้อให้ล้อหน้า 2 ฝั่งทำงานพร้อมกัน ส่งผลให้การทำงานของพวงมาลัยเพี้ยนไป สมมุติว่าตอนรถออกตัว ล้อที่น้ำหนักเบากว่าจะหมุนฟรี ฉะนั้นรถคันนี้พอเข้าโค้งด้วยความเร็วถึงเกินรถที่จะรับได้จะเกิดจุดอันตราย แต่ถ้ามีระบบแอลเอสดี พวงมาลัยจะดึงกลับมาให้ตรง

          ้านภายในนั้นกีกี้มีความเห็นว่า “หน้าปัดชัดเจนแล้วก็  น่ารักดูไม่เบื่อ สีภายในรถเป็นแบบเปียโนแบล็ก เป็นซิลเวอร์ สเตนเลสบางช่วง ให้ความรู้สึกว่าใช้วัสดุแพง มีการเก็บรายละเอียดทุกจุด แต่ขอติหน่อยว่ามินิน่าเพิ่มเงินใส่ระบบกระจกไฟฟ้าอัตโนมัติ อย่างไรก็ดีผมคิดว่าคนดีไซน์รถคันนี้ขึ้นมาต้องคิดเยอะ โดยเฉพาะตอนทดสอบช่วงบ่ายมีแดดส่องเข้าฝั่งขวามือเต็ม ๆ แต่มินิก็มีที่บังแดดด้านข้างคนขับ นอกเหนือจากด้านหน้า ผมสรุปได้เลยว่ามินิเป็นรถที่ดีมาก ๆ คันหนึ่งในความคิดของผม”

 

 

เรื่อง : ภัทรกิติ์ โกมลกิติ, ลำยอง ปกป้อง
ภาพ : สกาวรัตน์ ปัญญาอุตม์


ที่มา : Dailynews
อ่าน : 1594 ครั้ง | อัพเดท : 11-03-2553 เวลา 10:00 น.


ยังไม่มีความคิดเห็นของข่าวนี้
โพสความคิดเห็น

ชื่อ * อย่างน้อย 3 ตัวอักษร
รายละเอียด * พิมพ์ข้อความได้ทั้งหมด 400 ตัวอักษร
* คลิ๊กที่รูปภาพถ้าต้องการรับรหัสใหม่